การประเมินโครงการการนิเทศภายในโรงเรียนน่านนคร ปีการศึกษา 2549

ชื่อเรื่อง : การประเมินโครงการการนิเทศภายในโรงเรียนน่านนคร ปีการศึกษา 2549

ขื่อผู้ประเมิน  :  นายประเทือง  ชอบธรรม

หน่วยงานที่สังกัด  : โรงเรียนน่านนคร  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน  เขต 1

ปีที่ศึกษา  :  ปีการศึกษา  2549

บทคัดย่อ            

การประเมินโครงการการนิเทศภายในโรงเรียนน่านนคร   ปีการศึกษา  2549 มีวัตถุประสงค์    เพื่อประเมินด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต โดยใช้รูปแบบจำลองซิป ( CIPP  Model ) เป็นแนวทางในการประเมิน  ประชากรที่ใช้ในการประเมินโครงการแบ่งเป็น  2  กลุ่ม  กลุ่มที่  1 ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้จำนวน  8  คน  ครูและบุคลากรจำนวน 20 คน รวม 28 คน กลุ่มที่ 2 ประกอบด้วย กรรมการสภานักเรียน  จำนวน 34 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน  15  คน และคณะกรรมการชมรมผู้ปกครองนักเรียนจำนวน   35   คน    รวม    84    คน รวมทั้งสิ้น  112  คน     ทำการประเมินความคิดเห็นที่มีต่อการจัดกิจกรรมโครงการการนิเทศภายในโรงเรียนน่านนคร   เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ  แบ่งออกเป็น  2  ฉบับ ได้แก่ฉบับที่   1   สอบถามความคิดเห็นของประชากรกลุ่มที่ 1 สอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป  และสอบถามความคิดเห็น  ทั้ง  4  ด้าน  ลักษณะเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า  5  ระดับ ( Rating  Scale)  ฉบับที่  2  แบบสอบถามความคิดเห็นของประชากรกลุ่มที่  2    สอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป และสอบถามความคิดเห็นด้านผลผลิต    โครงการการนิเทศภายในโรงเรียนน่านนคร   การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของประชากร และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน   ผลการประเมินสรุป  ดังนี้          จากผลการประเมินโครงการการนิเทศภายในโรงเรียนน่านนครพบว่า    โดยภาพรวมได้ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน      โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย    ดังนี้   ด้านผลผลิต  ด้านสภาวะแวดล้อม   ส่วนอีก   2   ด้าน  มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน  ได้แก่  ด้านปัจจัยเบื้องต้นและด้านกระบวนการ  เมื่อพิจารณาในแต่ละด้านปรากฏผลการประเมิน  ดังนี้

            1.  ด้านสภาวะแวดล้อม   พบว่า   โดยภาพรวมได้ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด  เมื่อพิจารณาในแต่ละรายการพบว่า  ผลการประเมินสูงสุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากัน  2  รายการ  ได้แก่   วัตถุประสงค์ของโครงการ ฯ   สอดคล้องกับนโยบายของโรงเรียนและความต้องการของชุมชนและโครงการ ฯ เป็นประโยชน์ต่อครู  บุคลากรและนักเรียน   รองลงมา   ได้แก่   กิจกรรมโครงการ ฯ   ช่วยพัฒนาคุณภาพของครูและบุคลากร  และผลการประเมินต่ำสุดได้แก่  กิจกรรมโครงการ ฯ เหมาะสมกับหลักการเป้าหมายของโครงการ   รองลงมา  ได้แก่  วัตถุประสงค์ของโครงการ ฯ  สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงและหน่วยงานต้นสังกัด  สรุปได้ว่าผลการประเมินโครงการด้านสภาวะแวดล้อมเหมาะสม   ค่าเฉลี่ยมากกว่า  3.50  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานน้อยกว่า  1.00  ทุกรายการ

               2.  ด้านปัจจัยเบื้องต้น  พบว่า  โดยภาพรวมได้ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด  เมื่อพิจารณาในแต่ละรายการพบว่า  ผลการประเมินสูงสุดได้แก่  ครูและบุคลากรมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมของโครงการ  รองลงมาได้แก่  การบริหารโครงการ ฯ เป็นไปตามขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ  และผลการประเมินต่ำสุด  ได้แก่  วัสดุ   อุปกรณ์  สื่อ มีความก้าวไกลทางเทคโนโลยี  รองลงมา  ได้แก่  วัสดุ  อุปกรณ์  สื่อเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน    สรุปได้ว่าผลการประเมินโครงการด้านปัจจัยเบื้องต้นที่เหมาะสม  ค่าเฉลี่ยมากกว่า  3.50  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานน้อยกว่า  1.00  ทุกรายการ

               3.  ด้านกระบวนการ  พบว่า  โดยภาพรวมได้ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด  เมื่อพิจารณาในแต่ละรายการ   พบว่า    ผลการประเมินสูงสุด  ได้แก่   กิจกรรมการนิเทศด้านการศึกษาดูงาน  รองลงมา  ได้แก่  กิจกรรมการนิเทศด้านการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจครูและบุคลากร  และผลการประเมินต่ำสุด  ได้แก่  กิจกรรมการนิเทศด้านการจัดทำวิจัยในชั้นเรียน  รองลงมาได้แก่  กิจกรรมการนิเทศด้านการจัดทำแฟ้มพัฒนางาน  สรุปได้ว่าผลการประเมินโครงการด้านกระบวนการที่เหมาะสม   ค่าเฉลี่ยมากกว่า  3.50  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานน้อยกว่า  1.00  ทุกรายการ              

               4.  ด้านผลผลิต  พบว่า

                    4.1  ด้านผลผลิต   ผลการประเมินของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้  ครูและบุคลากรโดยภาพรวมได้ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด  เมื่อพิจารณาในแต่ละรายการพบว่า   ผลการประเมินสูงสุดได้แก่   โครงการการนิเทศภายในทำให้ครูและนักเรียนมีคุณภาพดีขึ้น     รองลงมาได้แก่    โครงการนิเทศภายในส่งผลให้ผู้ปกครอง  นักเรียนและชุมชนมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของโรงเรียน   และผลการประเมินต่ำสุด  ได้แก่  ครูได้รับการนิเทศตามโครงการ ฯ อย่างเหมาะสม  รองลงมาได้แก่ครูและบุคลากรเห็นความสำคัญของโครงการ ฯ 

                   4.2  ด้านผลผลิต  ผลการประเมินของกรรมการสภานักเรียน  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และคณะกรรมการชมรมผู้ปกครองนักเรียน  พบว่าโดยภาพรวมได้ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด  เมื่อพิจารณาในแต่ละรายการ  พบว่า  ผลการประเมินสูงสุดได้แก่  โครงการการนิเทศภายในส่งผลให้โรงเรียนมีคุณภาพดีขึ้น  รองลงมา   ได้แก่   โครงการการนิเทศภายในส่งผลให้นักเรียนมีผลงานดีเด่นอย่างน่าพอใจ  และผลการประเมินต่ำสุด  ได้แก่  การสรุปประเมินผลและประชาสัมพันธ์โครงการการนิเทศภายในอย่างเหมาะสม  รองลงมา ได้แก่  ฝ่ายบริหาร  ครูและบุคลากรในโรงเรียนนำความรู้  ประสบการณ์จากการดำเนินโครงการนิเทศภายในขยายผลสู่นักเรียน  ผู้ปกครองนักเรียนและชุมชน  สรุปได้ว่าผลการประเมินโครงการด้านผลผลิตเหมาะสม  ค่าเฉลี่ยมากกว่า  3.50  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานน้อยกว่า  1.00  ทุกรายการ

แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในของครูผู้สอน

ชื่อวิทยานิพนธ์ : แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในของครูผู้สอน

สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพะเยา

ชื่อผู้วิจัย : นายเจตน์ วังไชยเรืองศรี

ปริญญา : ครุศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาวิชา : การบริหารการศึกษา

ปีการศึกษา : 2545

คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

รองศาสตราจารย์ ดร. นพพร ธนะชัยขันธ์ ประธานกรรมการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สมบูรณ์ อริยา กรรมการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ทศพล อารีนิจ กรรมการ

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ประการแรก เพื่อศึกษาความต้องการพัฒนา การนิเทศภายในของครูผู้สอนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพะเยา ประการที่สอง เพื่อเปรียบเทียบความต้องการพัฒนาการนิเทศภายในของครูผู้สอนระหว่าง ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ใน 4 ด้าน คือ ด้านการจัดและพัฒนาหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ด้านการประกันคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และด้านการวัดผลประเมินผล การเรียนรู้ตามสภาพที่แท้จริง ประการสุดท้าย เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในที่ตอบสนองความต้องการพัฒนาการการนิเทศภายในของครูผู้สอนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือครูผู้สอนระดับชั้นอนุบาล จำนวน 199 คน ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษา จำนวน 382 คน และครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 186 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 3 ตอน ตอนแรกเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่สองเกี่ยวกับสภาพหรือปัจจัยที่บ่งชี้ความต้องการพัฒนางานทั้ง 4 ด้าน เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายใน ตอนที่สามเป็นแบบสอบถามชนิดปลายเปิด สอบถามความ คิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายใน ตามความคิดเห็นของครู ผู้วิจัยสามารถเก็บรวบรวม ข้อมูลได้ครบถ้วน และนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows เพื่อหาค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เปรียบเทียบความต้องการพัฒนา การนิเทศภายในของครูผู้สอน โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) นำเสนอผลการวิเคราะห์โดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย

ผลการศึกษาพบว่า

1. ความต้องการพัฒนาการนิเทศภายในของครูผู้สอนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพะเยา ใน 4 ด้าน คือ ด้านการจัดและพัฒนาหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ ด้านการประกันคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และด้านการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง ในภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน

2. เปรียบเทียบความต้องการพัฒนาการนิเทศภายในของครูผู้สอนระหว่าง ระดับอนุบาล ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแล้ว พบว่า ครูผู้สอนที่สอนต่างระดับกันมีความต้องการพัฒนาการนิเทศภายในไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05

3. แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในตามความต้องการพัฒนาการนิเทศภายในของ ครูผู้สอน 4 ด้าน คือ ด้านการจัดและพัฒนาหลักสูตร คือต้องยืดหยุ่น สนองความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ มีความสมดุลทั้งสาระการเรียนรู้ เวลา มีเป้าหมายการพัฒนาในลักษณะองค์รวม ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือต้องให้ครูเป็นผู้วางแผน การสอน กระตุ้นผู้เรียนให้แสวงหาความรู้ ครูเป็นผู้เสริมเติมแต่งความรู้นักเรียนให้สมบูรณ์ ด้าน การประกันคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา คือต้องให้ผู้เรียนมีความรู้ มีทักษะเชิงกระบวนการทำงาน ให้ผู้เรียนดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข และด้านการวัดผลประเมินผลตามสภาพที่ แท้จริง คือต้องมีการวัดผลประเมินผลตามมาตรฐาน ตัวบ่งชี้ความสำเร็จ กระบวนการประเมินต้องควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอน และผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนรู้ของตน และจากการสนทนากลุ่มผู้บริหารโรงเรียน (Focus Group Discussion Management) พบว่า กระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนของผู้บริหารจะมีคณะทำงานที่ประกอบด้วย ผู้บริหาร คณะครู คณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมวางแผน เพื่อให้เกิดความคิดที่ หลากหลายในการแก้ปัญหาความต้องการ คือการวางแผนร่วมกัน (Plan) ว่าจะต้องทำอย่างไร แต่งตั้งคณะทำงาน (Do) คณะกรรมการประเมินผล (Check) และร่วมมือปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง (Action) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องตามกระบวนการบริหารงานของเดมมิ่ง (PDCA)

 

การพัฒนาระบบการนิเทศภายในของโรงเรียนบ้านหลัก

บทคัดย่อ : ผอ.ทองดี PDF พิมพ์ �ีเมล์
เขียนโดย ดรุณี
Thursday, 31 January 2008
ชื่อเรื่อง การพัฒนาระบบการนิเทศภายในของโรงเรียนบ้านหลัก
อำเภอสังขะ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3
ผู้รายงาน นายทองดี จรจรัญ
หน่วยงาน โรงเรียนบ้านหลัก อำเภอสังขะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3
ปีที่รายงาน 2550

บทคัดย่อ

โรงเรียนบ้านหลัก อำเภอสังขะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 มีปัญหาการดำเนินการนิเทศภายในของโรงเรียน คือ ผู้รับผิดชอบขาดการจัดระบบการนิเทศภายในที่มีประสิทธิภาพขาดขั้นตอนการ ดำเนินงานที่มีคุณภาพ กระบวนการทำงาน วิธีการทำงานแต่ละขั้นตอนไม่มีความต่อเนื่องและขาดการบันทึกผลลัพธ์ตาม กระบวนการที่ปฏิบัติงาน รวมทั้งไม่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบและประเมินผล เป็นเหตุให้ครูไม่สามารถนำระบบการนิเทศไปพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและ คุณภาพของผู้เรียนได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงต้องมีการนิเทศภายใน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการนิเทศภายในให้มีคุณภาพ โดยใช้กลยุทธ์ในการพัฒนา 2 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์กลุ่มสร้างคุณภาพและกลยุทธ์การพัฒนาทีมงาน ประกอบด้วยกิจกรรม 6 กิจกรรม คือ กิจกรรมการวิเคราะห์ปัญหา กิจกรรมการวางแผนการแก้ปัญหา กิจกรรมกำหนดคุณภาพและประสิทธิภาพของแผนการดำเนินงาน กิจกรรมประชุมกลุ่มย่อย กิจกรรมฝึกการนิเทศภายในและกิจกรรมประเมินผลการปฏิบัติการนิเทศ ดำเนินการโดยใช้วิจัยเชิงปฏิบัติการเป็น 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตและการสะท้อนผล เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เครื่องมือวัดกลยุทธ์และเครื่องมือวัดจุดประสงค์ ประกอบด้วยแบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินที่วิเคราะห์การดำเนินงาน การพัฒนาการนิเทศภายใน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูลสามเส้าและเสนอผลการศึกษาวิจัยโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์กลุ่มสร้างคุณภาพ กิจกรรมการวิเคราะห์ปัญหาสามารถวิเคราะห์จุดอ่อนและจุดแข็งของการนิเทศภายในได้ กิจกรรมวางแผนแก้ปัญหา สามารถหาแนวทางใน การแก้ปัญหา โดยสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการนิเทศภายในทั้งระบบกิจกรรมการกำหนด คุณภาพและประสิทธิภาพของแผนการดำเนินงานพบว่าได้แผนปฏิบัติการนิเทศภายใน ที่มีการตรวจสอบวิเคราะห์วิพากษ์เป็นอย่างดี มีคุณภาพและมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบทั้งกระบวนการ กิจกรรมเครื่องมือและวิธีการในการดำเนินงาน กลยุทธ์การพัฒนาทีมงาน กิจกรรมประชุมย่อย โดยการเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถมาให้ความรู้ พบว่า บุคลากร มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการนิเทศภายในโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น กิจกรรมฝึกการนิเทศภายใน ผลการดำเนินงานในครั้งนี้ ยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้จากตัวผู้ให้การนิเทศและผู้รับการนิเทศเองกิจกรรมประเมินผลการ ปฏิบัติการนิเทศยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากยังขาดการจัดการที่เป็นระบบจึงต้องมี การพัฒนาอีกวงรอบ พบว่า กลยุทธ์พัฒนาทีมงาน กิจกรรมฝึกการนิเทศภายใน มีการดำเนินงานบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้เพราะมีการจัดการสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบ มีการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ เพื่อให้ระบบการนิเทศภายในมีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ส่วนกิจกรรมประเมินผลการปฏิบัติการนิเทศพบว่า อยู่ในระดับน่าพอใจและการจัดการนิเทศ มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น ผลการศึกษาด้านวัตถุประสงค์พบว่า ผลการพัฒนาเพื่อให้ได้ระบบการนิเทศภายในที่มีคุณภาพมีการดำเนินงานเป็น 5 ขั้น ตอน คือ การศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหา การแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาและพัฒนาการดำเนินการแก้ปัญหาและพัฒนา การนิเทศติดตามผลและการประเมินและรายงานผลการแก้ไขและพัฒนา พบว่า การดำเนินการตามขั้นตอนการนิเทศภายใน พบว่า การดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัดและถูกต้องตามระบบการนิเทศภายในสถานศึกษา แต่การดำเนินการยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรม เครื่องมือ วิธีการและกระบวนการในการดำเนินงานในโรงเรียนยังไม่มีคุณภาพและการนิเทศภายในยังไม่มีระบบ จึงต้องมีการพัฒนาเพื่อให้ได้ระบบการนิเทศภายในที่มีคุณภาพ โดยดำเนินงานเป็น 5 ขั้นตอน คือ การศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหา การแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาและพัฒนาการดำเนินการแก้ปัญหาและพัฒนาการนิเทศติดตามผลและการประเมินและรายงานผลการแก้ไขและพัฒนา ผลการดำเนินงานพบว่า มีการดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัดและเป็นระบบมาก โดยอาศัยกิจกรรม เครื่องมือ วิธีการและกระบวนการดำเนินงานในการจัดการนิเทศ การประเมินและรายงาน สรุปผลการวิจัยครั้งนี้ได้ว่าการพัฒนาระบบการนิเทศภายในทำให้กลุ่มผู้ร่วมวิจัยทุกคนมีความรู้ความเข้าใจระบบการนิเทศภายในและสามารถนำไปใช้และแก้ปัญหาการนิเทศภายในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การนิเทศภายใน : หลากหลายวิธีในการปฏิบัต

การนิเทศภายใน : หลากหลายวิธีในการปฏิบัติ
เรียบเรียงโดย… มิสสุภาวดี เหลี่ยวเจริญ
งานหลักสูตรและการเรียนการสอน
บทนำ
การจัดการศึกษาหรือการจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่มุ่งให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ โดยถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด ครูจะต้องมีศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสูงตามมาตรฐานหลักสูตรและ มาตรฐานการศึกษาชาติ และโรงเรียนมีศักยภาพในการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาเข้าสู่ระบบ การประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งบุคลากรทุกฝ่ายจะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
ภารกิจที่สำคัญประการหนึ่งของผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ร่วมบริหาร ก็คือ การนิเทศ โดยเฉพาะการนิเทศภายในโรงเรียน เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ซึ่งจะช่วยแก้ไขปรับปรุงสิ่งที่บกพร่องด้านวิชาการให้มีการพัฒนา และส่งเสริมให้การเรียนการสอนบรรลุวัตถุประสงค์ ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ร่วมบริหาร เป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับคุณครูและนักเรียน จึงย่อมทราบถึงปัญหาต่างๆได้ดีกว่าบุคลากรภายนอก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การนิเทศภายใน โรงเรียนจะสนองตอบความต้องการของบุคลากรในโรงเรียนได้อย่างถูกต้อง
ความหมายของ “การนิเทศภายใน”
นักการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการนิเทศการศึกษาได้ให้ความหมายไว้ดังนี้
วไลรัตน์ บุญสวัสดิ์(2538 : 62) ได้กล่าวไว้ว่า การนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียน หมายถึง การทำงานของผู้บริหารโรงเรียนที่ทำงานร่วมกับครูในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการศึกษาที่กำหนดไว้
วัชรา เล่าเรียนดี(2545 : 130) ได้กล่าวว่า การนิเทศภายในโรงเรียน เป็นกระบวนการบริหารการศึกษาที่จัดดำเนินการในโรงเรียนโดยบุคลากรใน โรงเรียนเป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน คณะครูอาจารย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในโรงเรียนเพื่อพัฒนา คุณภาพการศึกษาในโรงเรียนโดยตรง
ชัด บุญญา(2546: 44) ได้ให้ความเห็นว่า การนิเทศภายในโรงเรียน หมายถึง การดำเนินใดๆที่ทำให้ครูมีความพึงพอใจและมีกำลังใจที่จะพัฒนาการจัดการ เรียนการสอน และพัฒนาการดำเนินงานใดๆของโรงเรียนให้เป็นไปตามมาตรฐานของโรงเรียนและของ บุคลากรให้สูงขึ้นและรักษาไว้ จนส่งผลให้โรงเรียนเป็นที่ยอมรับของผู้รับประโยชน์จากโรงเรียนทุกฝ่าย อีกทั้งผ่านการประเมินภายในและภายนอก
จาก ความหมายของการนิเทศภายในโรงเรียนดังกล่าว สรุปได้ว่า การนิเทศภายในโรงเรียน เป็นกระบวนการทำงานและดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างผู้บริหารและบุคลากรภายในโรงเรียน ในการแนะนำช่วยเหลือ ส่งเสริมเกี่ยวกับการเรียนการสอนและพัฒนาการดำเนินงานของโรงเรียนให้เป็นไป ตามมาตรฐานของโรงเรียน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการศึกษาที่กำหนดไว้

จุดมุ่งหมายของการนิเทศภายในโรงเรียน
สงัด อุทรานันท์(2530 : 12) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการนิเทศภายในโรงเรียนไว้ 4 ประการ คือ 1) เพื่อพัฒนาคน 2) เพื่อพัฒนางาน 3) เพื่อสร้างการประสานสัมพันธ์ และ 4) เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และ ชัด บุญญา(2546:46) กล่าวว่า ความมุ่งหมายของการนิเทศ ภายในโรงเรียน เพื่อสนับสนุนส่งเสริม กระตุ้นให้ครูและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการจัดการศึกษาทุกฝ่ายเป็นราย บุคคลหรือหลายคนได้ร่วมมือร่วมใจกันปฏิรูปวิธีการจัดการเรียนการสอน วิธีการบริหารจัดการศึกษาที่มุ่งสู่ความสำเร็จตามมาตรฐานของโรงเรียน และของบุคลากรของโรงเรียนให้สูงขึ้นและรักษาไว้ได้อย่างต่อเนื่องด้วยความ เต็มใจ
บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศภายในโรงเรียน
บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศภายในโรงเรียน แบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ
  1. ผู้นิเทศ หมายถึง บุคลากรภายในโรงเรียน ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้บริหาร
    หัวหน้าระดับชั้น หัวหน้ากลุ่มสาระ ครูวิชาการ และครูผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถ และมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ ที่ทางโรงเรียนมอบหมายให้ทำหน้าที่ช่วยเหลือครูในการพัฒนา การจัดการเรียนการสอนให้ดีขึ้น
  2. ผู้รับการนิเทศ หมายถึง ครูภายในโรงเรียนที่ได้รับประโยชน์จากการนิเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งทำให้มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน
  3. ผู้สนับสนุนการนิเทศ หมายถึง ผู้ที่จะช่วยให้การดำเนินงานนิเทศภายในโรงเรียนบรรลุเป้าหมาย ได้แก่ บุคลากรทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาภายในโรงเรียน
กระบวนการนิเทศภายในโรงเรียน
การนิเทศภายในโรงเรียนเป็นการดำเนินการอย่างมีขั้นตอนเป็นระบบและต่อเนื่อง มี 4 ขั้นตอน คือ
ขั้นที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการ
ขั้นที่ 2 การวางแผนการนิเทศ
ขั้นที่ 3 การปฏิบัติการนิเทศ
ขั้นที่ 4 การประเมินผลการนิเทศ
การนิเทศภายในโรงเรียนนั้น การดำเนินการควรคำนึงถึงปัญหาของโรงเรียน รวมทั้งความต้องการของบุคลากรในโรงเรียนด้วย ดังนั้น การดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียนจึงต้องมีการวางแผนกำหนดแนวทางร่วมกัน ประสานสัมพันธ์ร่วมมือให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมี เป้าหมายเดียวกัน คือพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้

กิจกรรมการนิเทศ
กิจกรรมการนิเทศในที่นี้หมายถึงหัวข้อกิจกรรมที่จะนำไปเป็นแนวทางในการออกแบบวิธีการนิเทศตามวัตถุประสงค์ของการนิเทศ หรือพิจารณากำหนดรายละเอียดในการดำเนินการนิเทศในแต่ละครั้ง หรือแต่ละรายการให้เป็นไปตามหลักการและกระบวนการนิเทศ เช่น

  • เชิญวิทยากรมาให้ความรู้
  • จัดประชุมชี้แจงเรื่องใหม่ๆ
  • สาธิตการสอนโดยครูในโรงเรียนหรือจากโรงเรียนอื่นที่เชิญมา
  • การสัมมนาเสนอแผนการจัดการเรียนรู้ แผนงาน/โครงการ ประจำภาคเรียน/ประจำปีการศึกษาของแต่ละหน่วยงาน
  • การสัมมนาเสนอผลงานของแต่ละหน่วยงาน
  • การศึกษาดูงาน / นิทรรศการ
  • การจัดประกวดหรือนิทรรศการผลงานครู
  • ส่งครูไปฝึกปฏิบัติงาน
  • สังเกตการสอน / การเยี่ยมชั้นเรียน
  • การให้คำปรึกษาแนะนำ
  • การประชุมปฏิบัติการในเรื่องต่างๆร่วมกัน
  • การร่วมกันวิจัยในชั้นเรียน หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ฯลฯ
  • การสังเกตการสอน
  • การร่วมประชุม
แนวทางการจัดการนิเทศภายในโรงเรียน
ศาสตราจารย์ Allan A. Glatthorn.1984 (อ้างถึงใน วัชรา เล่าเรียนดี ,2545:137-150) ได้เสนอแนวทางในการจัดการนิเทศภายในไว้ 4 วิธีการ คือ

  1. การนิเทศแบบคลินิค(Clinical Supervision) เป็นการนิเทศที่เน้นกระบวนการปรับปรุงการสอนของครูอย่างเข้มข้น ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบ มีการกระทำอย่างรอบคอบทุกขั้นตอน และทำให้ครบกระบวนการนิเทศ
  2. การนิเทศแบบเพื่อนร่วมพัฒนาวิชาชีพ(Cooperative Professional Development) เป็นทางเลือกหนึ่งของการนิเทศ สำหรับครูที่ไม่ประสงค์จะรับการนิเทศรูปแบบอื่น เป็นกระบวนการที่ครูตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาวิชาชีพ ด้วยการสังเกตการสอนในชั้นเรียน การให้ข้อมูลย้อนกลับ การอภิปรายแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับปรับปรุงวิชาชีพ
  3. การนิเทศแบบพัฒนาตนเอง(Self – Directed Development) เป็นกระบวนการนิเทศที่ครูทำงานโดยอิสระ เป็นผู้นำในการพัฒนาวิชาชีพของตนเอง ด้วยการวางแผนเพื่อพัฒนาวิชาชีพการสอนของตนและดำเนินตามโครงการที่วางไว้ ซึ่งประกอบด้วย เป้าหมาย วิธีการในการพัฒนาตนเอง แหล่งทรัพยากรที่ต้องการ วิธีการประเมินผลและความช่วยเหลือจากผู้บริหารที่ครูต้องการ
  4. การนิเทศแบบควบคุมเชิงบริหาร(Administrative Monitoring) เป็นการนิเทศที่ผู้บริหารเข้าเยี่ยมเยียนชั้นเรียนในระยะเวลาสั้นๆและอย่างไม่เป็นทางการเท่าใด แต่ต้องมีการวางแผนทั้งก่อนการเข้าเยี่ยม และการให้คำปรึกษาหลังเข้าเยี่ยมแล้ว

จะ เห็นว่าวิธีการนิเทศภายใน 4 วิธีการที่นำเสนอนั้นจะเป็นการนิเทศการเรียนการสอน แต่เราสามารถที่จะนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานในโรงเรียนของเราได้เพื่อให้ สอดคล้องกับระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในโรงเรียน สำหรับกระบวนการหรือขั้นตอนของแต่ละวิธีจะนำมาเสนอให้ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ในโอกาสต่อไป

เงื่อนไขของความสำเร็จ
การนิเทศภายในจะประสบความสำเร็จจะต้องอาศัยบริบทที่เอื้อต่อการนิเทศ เช่น

การสอนด้วยสื่อและอุปกรณ์ต่าง ๆ
  • การจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนการสอนและการปฏิบัติงาน
  • ความพร้อมของสื่อวัสดุอุปกรณ์การสอนและการปฏิบัติงาน
  • ขวัญและกำลังใจของบุคลากร
  • การทำงานเป็นทีม ความสามัคคี หรือความเป็นเอกภาพของบุคลากร
  • ความรู้ความเข้าใจและเจตคติในเรื่องการนิเทศของบุคลากรในโรงเรียน
  • ภาวะผู้นำทางวิชาการของฝ่ายบริหาร ฯลฯ
เนื้อหาสาระการนิเทศดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นหลักการและแนวปฏิบัติในการนิเทศที่
จะช่วยให้การนิเทศประสบความสำเร็จ แต่จะสำเร็จมากน้อยเพียงใดคงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและเจตคติในเรื่อง การนิเทศและภาวะผู้นำทางวิชาการของฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ

เอกสารอ้างอิง
ชัด บุญญา. หลักการและแนวคิดในการนิเทศการศึกษายุคใหม่.2546
วไลรัตน์ บุญสวัสดิ์. หลักการนิเทศการศึกษา. กรุงเทพ : อาร์ตกราฟิค ,2538
วัชรา เล่าเรียนดี. เทคนิคการจัดการเรียนการสอนและการนิเทศ.โครงการส่งเสริมการผลิตตำรา และเอกสารการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐม,2545

การนิเทศภายในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา

ชื่อวิทยานิพนธ์ : การนิเทศภายในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา

สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ชื่อผู้แต่ง : นายสว่าง มโนใจ

ปริญญา : ครุศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาวิชา : การบริหารการศึกษา

ปีการศึกษา : 2544

คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุกานดา ตปนียางกูร ประธานกรรมการ

ดร.ไชยพร ตัณฑ์จิตานนท์ กรรมการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พงศธร พิทักษ์กำพล กรรมการ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการนิเทศภายใน และ เพื่อหาแนวทางพัฒนา

การนิเทศภายในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้บริหารโรงเรียน หรือผู้รักษาการในตำแหน่งผู้บริหาร ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการ ครูวิชาการและครูผู้สอนของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย รวมทั้งสิ้น 130 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เป็นแบบสอบถามแบบเลือกตอบ แบบจัดลำดับความสำคัญ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for the Social Sciences Version x)

ผลการวิจัยพบว่า สภาพการนิเทศภายในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ใน 5 ด้าน คือ การวางแผนการนิเทศภายใน การให้ความรู้การนิเทศภายใน การลงมือนิเทศภายใน การสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้รับการนิเทศ การประเมินผลการนิเทศภายใน ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางในทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายกิจกรรม พบว่า ส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง

แนวทางการพัฒนา พบว่า ควรมีการวางแผนร่วมกันระหว่างครูผู้สอน ครูวิชาการ

ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการและผู้บริหาร และดำเนินการตามแผนอย่างจริงจังในทุกด้าน

 

ปัญหาการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา

ชื่อปัญหาพิเศษ ปัญหาการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา
ชื่อผู้เขียนปัญหาพิเศษ นายไพรัตน์ สินเจริญ
สาขาวิชา รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (นโยบายสาธารณะ)
ปีการศึกษา 2543
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัญหาการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา”
มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัญหาการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ตาม
ทัศนะของครูผู้สอนใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านโครงการนิเทศ ด้านกระบวนการนิเทศ ด้านกิจ
กรรมการนิเทศ ด้านรูปแบบการนิเทศ และด้านการประเมินผลการนิเทศ และเพื่อศึกษาแนวทาง
ในการแก้ไขปัญหาการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา เก็บรวบรวมข้อมูล
โดยใช้แบบสอบถาม ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูผู้สอนในโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมือง
ฉะเชิงเทรา ทั้งหมด 54 คน
ผลการศึกษา พบว่า ปัญหาการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา
โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง แม้ว่าส่วนหนึ่งจะไม่เคยได้รับการนิเทศโดยตรง แต่ก็ได้รับทราบ
เรื่องการนิเทศจากการอ่าน การฟัง การซักถามพูดคุย ในส่วนของการนิเทศที่มีปัญหามากที่สุด
ได้แก่ ด้านโครงการนิเทศ จากการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหา พอสรุปได้ว่า ผู้รับผิดชอบโครง
การนิเทศ ขาดความรู้ ความเข้าใจ การวางแผนการนิเทศไว้ล่วงหน้า รวมทั้งผู้บริหารไม่ให้ความ
สำ คัญในการจัดทำ โครงการนิเทศภายในโรงเรียนขาดความชัดเจน

บทคัดย่อ การพัฒนาครูด้านการวิจัยในชั้นเรียน โรงเรียนบ้านตูมหวาน

บทคัดย่อ การพัฒนาครูด้านการวิจัยในชั้นเรียน โรงเรียนบ้านตูมหวาน

ชื่อเรื่อง : การพัฒนาครูด้านการวิจัยในชั้นเรียน โรงเรียนบ้านตูมหวาน อำเภอคำชะอี
จังหวัดมุกดาหาร
ผู้วิจัย : นายศักดิ์ดาสุข กลางประพันธ์
ปีการศึกษา : 2548

บทคัดย่อ

การพัฒนาครูด้านการวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนบ้านตูมหวาน อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร มีความมุ่งหมาย
4 ข้อ คือ 1) เพื่อพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน 2)
เพื่อพัฒนาครูให้สามารถทำการวิจัยในชั้นเรียน 3)
เพื่อพัฒนาครูให้สามารถนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนได้ 4)
เพื่อให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น โดยใช้นวัตกรรมในการพัฒนา 2 ประเภท คือ 1)
นวัตกรรมประเภทสื่อ ได้แก่ ชุดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน 2)
นวัตกรรมประเภทวิธีการ ได้แก่ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และ
การนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วม การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action
Research)ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ(Action) การสังเกต(Observation)
และการสะท้อนผล (Reflection) ดำเนินการวิจัย 2 วงรอบ ประชากร ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 16 คน
กลุ่มตัวอย่าง (กลุ่มเป้าหมาย) ได้แก่ ครูผู้ร่วมวิจัย จำนวน 15 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล จำนวน 21
คน ประกอบด้วย ครูผู้ร่วมวิจัย จำนวน 15 คน วิทยากร จำนวน 3 คน และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน
เครื่องมือที่ใช้วิจัย มี 2 ประเภท คือ 1)เครื่องมือประเภทนวัตกรรม ได้แก่
ชุดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 7
ชนิด ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบทดสอบ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกการประชุมนิเทศ
แบบประเมินการเขียนเค้าโครงการวิจัยในชั้นเรียน และแบบประเมินการเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน
ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญแล้ว
ส่วนการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า(Triangulation
Technique) และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้รูปแบบการพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Analysis)
ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้
ก่อนการพัฒนา พบว่า ครูผู้สอนของโรงเรียนบ้านตูมหวานทั้งหมด 16 คน
มีครูผู้สอนที่มีความรู้ความเข้าใจและสามารถทำวิจัยในชั้นเรียนเพียง 1 คน ส่วนอีก 15 คน
ยังไม่ได้ลงมือทำการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม
ครูผู้สอนมีปัญหา คือ ขาดความรู้ความเข้าใจ และขาดทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ขาดเอกสารตำราที่เกี่ยวกับ
การวิจัยในชั้นเรียน ขาดตัวอย่างงานวิจัยในชั้นเรียนสำหรับให้ครูศึกษาเป็นตัวอย่าง
มีภาระงานรับผิดชอบมาก การนิเทศติดตามจากผู้บริหารโรงเรียนและศึกษานิเทศก์ไม่ต่อเนื่อง
วัสดุอุปกรณ์และงบประมาณสนับสนุนให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียนไม่เพียงพอ และครูผู้สอน จำนวน 15 คน
มีความต้องการพัฒนาตนเองด้านการวิจัยในชั้นเรียน
เพื่อให้ตนเองมีความรู้ความเข้าใจสามารถทำการวิจัยในชั้นเรียน
และสามารถนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้พัฒนาการจัดการเรียนการสอน
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน
ผลการพัฒนาครูด้านการวิจัยในชั้นเรียนในวงรอบที่ 1 พบว่า
การพัฒนาครูโดยใช้นวัตกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้วยชุดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ
เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน และการพัฒนาครูโดยใช้นวัตกรรมการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วม
ทำให้ครูผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน จำนวน 15 คน
สามารถเขียนเค้าโครงการวิจัยใน
ชั้นเรียนได้ดี จำนวน 15 คน และสามารถเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนได้ระดับดี จำนวน 13 คน
ส่วนอีก 2 คน สามารถเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนได้ระดับพอใช้ กล่าวคือ
การพัฒนาครูโดยใช้นวัตกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้วยชุดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ
เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน ทำให้ครูผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน
จำนวน 15 คน สามารถการเขียนเค้าโครงการวิจัยในชั้นเรียนได้ดี จำนวน 15 คน
ส่วนการพัฒนาครูโดยใช้นวัตกรรมการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วม
ควบคู่ไปกับการลงมือปฏิบัติจริงในการวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้ร่วมวิจัย
ด้วยกิจกรรมการศึกษาชุดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน และการประชุมนิเทศ
ทำให้ครูผู้ร่วมวิจัยสามารถทำการวิจัยในชั้นเรียนได้ระดับดี จำนวน 13 คน ส่วนอีก 2 คน
สามารถเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนได้ระดับพอใช้
เนื่องจากยังเข้าใจไม่ชัดเจนในวิธีเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนในบางองค์ประกอบ คือ
การเขียนผลการวิเคราะห์ข้อมูล และการเขียนสรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
ครูผู้ร่วมวิจัยมีความต้องการที่จะรับการพัฒนาในประเด็นที่มีปัญหาอีกต่อไป ผลการพัฒนาครูในวงรอบที่ 2
โดยใช้นวัตกรรมการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วม ด้วยกิจกรรม การศึกษาชุดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ
เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน การศึกษาตัวอย่างการวิจัยในชั้นเรียน และการประชุมนิเทศ
ทำให้ครูผู้ร่วมวิจัย จำนวน 2 คน สามารถเขียนผลการวิเคราะห์ข้อมูล การสรุป
อภิปรายผลและข้อเสนอแนะได้ ทำให้ครูผู้ร่วมวิจัยสามารถเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนได้ระดับดีครบ
จำนวน 15 คน สามารถนำผลการวิจัยไปใช้การพัฒนาการเรียนการสอน จำนวน 15 คน
สรุปว่า การพัฒนาครูด้านการวิจัยในชั้นเรียน โรงเรียนบ้านตูมหวาน อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
สามารถพัฒนาครูบรรลุตามความมุ่งหมายของการวิจัย คือ 1)
ครูทุกคนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน 2) ครูทุกคนสามารถทำการวิจัยในชั้นเรียน
3) ครูทุกคนสามารถนำผลการวิจัยไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนได้ 4) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
แนวทางการพัฒนาครูด้านการวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้
เป็นแนวทางที่มีความเหมาะสมกับปัญหาและความต้องการของครู สามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน
การพัฒนาครูด้านอื่นๆ
การวิจัยในชั้นเรียนจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพนักเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.